Winnie The Pooh Bear

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

ขนส่งระบุ "งง จน ชน ศพ ตด" ไม่เคยใช้เป็นป้ายทะเบียนรถ

ขนส่งระบุ "งง จน ชน ศพ ตด" ไม่เคยใช้เป็นป้ายทะเบียนรถ





เป็นเรื่องที่ส่งต่อกันในโลกออนไลน์ เมื่อปรากฏภาพเป็นแผ่นป้านทะเบียนรถที่ระบุว่า ได้ป้ายมาใหม่ ไม่กล้าใส่ ใส่ไปก็ไม่กล้าขับอยู่ดี  โดยเป็นตัวอักษรที่มีความหมายไม่เหมาะสม สร้างความตกใจว่ามีป้ายทะเบียนแบบนี้จริงๆ หรือ ซึ่งล่าสุด นายสุชาติ กลิ่นสุวรรณ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้ออกมาระบุว่า การใช้ตัวอักษรประจำหมวดรถยนต์ทุกประเภท มีการกำหนดโดยคำนึงถึงความเหมาะสม กรณีพยัญชนะ 2 ตัว นำมาผสมกันแล้วมีความหมายในทางลบ ไม่สุภาพ จะไม่นำมาใช้เด็ดขาดเช่น เช่น ตด / งง / จน / ชน / และ ศพ นอกจากนั้นคำพ้องเสียงต่างๆ ก็ไม่นำมาใช้ เช่น สพ / ศบ / ษพ ซึ่งหากพบเห็นป้ายทะเบียนในหมวดตัวอักษรแบบนี้ สันนิฐานได้เลยว่านั่นเป็นป้ายทะเบียนผิดกฎหมาย

รูปภาพที่มีการเผยแพร่กันในสื่อสังคมออนไลน์ จึงไม่ใช่แผ่นป้ายทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมาย อาจเป็นการทำแผ่นป้ายเลียนแบบ หรือใช้กราฟฟิกตกแต่งรูปภาพแผ่นป้ายทะเบียนเพื่อความบันเทิงเท่านั้น 

แต่การนำเอาป้ายแบบนี้มาใช้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มีความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ ปี 2522 มีโทษปรับไม่เกิน 2,000  บาท และมีความผิดตาม ป.อาญา ฐานปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน -  5 ปี ปรับสูงสุด 10,000 บาท

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

เกร็ดความรู้รอบโลก

สวัสดีทุกคนน่ะค่ะ วันนี้เรามี เกร็ดความรู้รอบโลก มาฝากเพื่อนๆ กันคะ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนเรานี่แหละ! เพียงแต่เราไม่เคยสังเกตุเท่านั้นเอง เราลองไปดูกันคะว่า จะมีเรื่องน่ารู้อะไรบ้าง .. ^^

เกร็ดความรู้รอบโลก

เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthai2ee6f9b6c1
เกร็ดความรู้รอบโลก
ในหนึ่งวัน เด็ก 4 ขวบ จะถามคำถามมากถึง 400 คำถาม! ไม่เชื่อลองสังเกตุลูกๆ หลานๆ ดูซิ ^^
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthai6d624795e3
เกร็ดความรู้รอบโลก
บนแป้นพิมพ์ (คีย์บอร์ด) แถวแรก! นั้น เราสามารถเขียนเป็นคำภาษาอังกฤษได้ยาวที่สุด
คือคำว่า “TYPEWRITER”
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthai6e670
เกร็ดความรู้รอบโลก
รู้หรือไม่? หอยทาก สามารถหลับได้ย๊าวยาวถึง 3 ปี!
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthai31e5329c
เกร็ดความรู้รอบโลก
กล้ามเนื้อจะถูกใช้มากขึ้น เมื่อทำหน้างอ มากกว่า รอยยิ้ม :)
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthai59b1cb8b
เกร็ดความรู้รอบโลก
โคคาโคล่า .. ที่จริงแล้วเป็นสีเขียว ถ้าหากไม่ได้ถูกเติมแต่งสีเข้าไป (เป็นสีน้ำตาล) จริงอ่ะ!?
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthai03721ad
เกร็ดความรู้รอบโลก
รู้ไหมว่า? ภาษาของคนเอสกิโอ ไม่มีคำว่า .. เมื่อวาน
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthaia29f5f0
เกร็ดความรู้รอบโลก
จากสถิติ การปล้นส่วนใหญ่นั้นจะเกิดขึ้นบ่อยสุดใน วันอังคาร
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthaiacdff2
เกร็ดความรู้รอบโลก
สายกีตาร์ ของดั้งเดิมนั้นทำมาจาก ลำไส้แมว เงี้ยวววว!!
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthaib23e1f5c7
เกร็ดความรู้รอบโลก
เพื่อนๆ จะกระพริบตาน้อยลง 50% ในขณะอ่านหนังสือ
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthaic46d0a0
เกร็ดความรู้รอบโลก
สิงโตจริง ของโลโก้?MGM ฆ่าครูฝึกเสียชีวิตหลังจากการถ่ายทำเสร็จ!
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthaic245f35375a4
เกร็ดความรู้รอบโลก
80% ของสมองของเรานั้นประกอบด้วยน้ำซะส่วนใหญ่
เกร็ดความรู้รอบโลก teen.mthaid618894e301b
นกสีฟ้า จะไม่สามารถมองเห็นสีฟ้า!

เทคนิคในการช่วยให้หลับสนิท

สวัสดีทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของเราน่ะค่ะ วันนี้เรามีรู้ว่าหลายๆคนต้องเคยประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับอย่างแน่ เรามีวิธีในการนอนหลับแบบสนิทมาฝากค่ะ
ไม่ว่าจะเปิดคู่มือสุขภาพดีใดๆ ก็ตาม แน่นอนว่า "การนอนหลับ" ให้เพียงพอเป็นสูตรสำเร็จที่สำคัญข้อหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กลายเป็นว่าคนหลายคนต่างเป็นโรค นอนไม่หลับ เป็นที่มาของปัญหาอื่นๆ ตามมา เว็บไซต์ Sleepfoundation เลยแนะนำทิปดีๆ ที่ช่วยให้คุณนอนหลับสนิทตลอดคืนกัน

- กำหนดเวลานอนให้ชัดเจนในตาราง ไม่ว่าจะตอนตื่นหรือหลับไม่เว้นแม้แต่วันหยุด เพื่อให้นาฬิกาชีวิตจดจำเวลาของร่างกายได้ เมื่อถึงเวลาก็จะรู้สึกง่วงนอนทันที 

- ถ้าหากใครมีปัญหานอนไม่หลับ ให้หลีกเลี่ยงการนอนงีบระหว่างวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางวัน แม้ว่าจะช่วยเพิ่มพลังระหว่างวันก็ตาม เพราะจะทำให้ไม่ง่วงเวลากลางคืน

- ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายหนักก็ได้ เพียงขยับเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าช่วงเวลาใดของวัน เว้นเสียแต่ว่าการออกกำลังกายนั้นจะมาเบียดเบียนเวลานอนของคุณ

- จัดห้องนอนให้เรียบร้อย โดยจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการนอน ซึ่งควรมีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป ไม่มีเสียงใดๆ รบกวนการนอน ไม่มีแสงส่องเข้ามาถึงในห้อง ไม่เว้นแม้แต่เสียงกรนของเพื่อนร่วมห้อง โดยอาจพึ่งอุปกรณ์ช่วยอย่างม่านกันแสงได้ ผ้าปิดตา ที่ปิดหู ก็ช่วยได้เยอะ

- นอนบนที่นอนและหมอนที่สบาย ซึ่งนอกจากจะต้องนุ่ม สบาย เหมาะแก่การนอนหลับแล้ว เรื่องสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต้องดูว่าเครื่องนอนนั้นไม่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือไม่ โดยปกติแล้วชุดเครื่องนอนมักใช้งานได้อยู่ระหว่าง 9-10 ปี จะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

- หลีกเลี่ยงแสงสีขาวในช่วงเวลาตอนเย็น เพราะจะทำให้ร่างกายเข้าใจว่าเป็นช่วงเช้า ทำให้ตื่นและไม่อาจนอนหลับได้

- ผ่อนคลายในช่วงเวลา 1 ชั่วโมงก่อนหลับนั้น ควรทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายอย่างการอ่านหนังสือ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่กระตุ้นให้สมองตื่นตัว เพื่อให้ร่างกายพร้อมที่จะหลับสนิท

- หากนอนไม่หลับ มาตรการสุดท้ายคือหาอะไรทำ หรือไปห้องอื่นๆ ทำกิจกรรมต่างๆ จนรู้สึกว่าเหนื่อยเต็มที่ หยิบเอาอุปกรณ์ไม่จำเป็นออกจากเตียงนอนให้หมด ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ใช้นอนอย่างจริงจังเท่านั้น 

เท่านี้ก็ช่วยให้หลับสนิทตลอดคืนค่ะ

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

ไวรัสคอมพิวเตอร์ – ภัยใกล้ตัวของคนยุคไอที

ไวรัสคอมพิวเตอร์ – ภัยใกล้ตัวของคนยุคไอที
สวัสดีทุกคนวันนี้เรามมีความรู้ดีๆมาฝากทุกคนเช่นเคยค่ะ
วันนี้สิ่งที่นำมาฝากคือ ไวรัสคอมพิวเตอร์ ซึ่งหลายๆคนก็น่าจะรู้จักน่ะค่ะ แล้วทำไมดิฉันจึงต้องเอาเรื่องนี้มาฝากหล่ะก็ ลองอ่านดูข้างล่างน่ะค่ะ
ไวรัสคอมพิวเตอร์ – ภัยใกล้ตัวของคนยุคไอที
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไวรัสคอมพิวเตอร์ได้สร้างความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเป็นอย่างมาก เป้าหมายการสร้างความเสียหายที่เกิดจากไวรัสตัวใหม่ๆ ได้ขยายวงกว้างตั้งแต่ผู้ใช้งานทั่วไป ไปจนถึงระดับองค์กรใหญ่ระดับโลก ซึ่งถือว่าปัญหานี้เป็นภัยใกล้ตัวคนยุคไอทีในปัจจุบันที่มองข้ามไม่ได้ วันนี้เราจะมาดูกันว่า ไวรัสคอมพิวเตอร์ นั้นคืออะไรเป็นมาอย่างไร และเราจะมีวิธีป้องกันตัวเองให้พ้นภัยได้อย่างไรกันบ้าง
ไวรัสคอมพิวเตอร์
ไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร หมายถึงอะไร
ไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นไม่ใช้เชื้อโรคที่สามารถแพร่กระจายสู่คนได้แต่อย่างใดหรอกค่ะ แต่มันคือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่ถูกเขียนและพัฒนาขึ้นมาโดยโปรแกรมเมอร์สายมืด (พวกที่เขียนโปรแกรมสำหรับก่ออาชญากรรมทางด้านไอที) ไวรัสนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับระบบคอมพิวเตอร์โดยจุดมุ่งหมายเริ่มแรกมาจากการกลั่นแกล้งกันเพื่อรบกวนไม่ให้ระบบคอมพิวเตอร์เป้าหมายสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแนวคิดในการเขียนไวรัสเริ่มรุนแรงขึ้นถึงขั้นทำลายข้อมูล และโจรกรรมข้อมูลเพื่อขายในตลาดมืด (มักจะเป็นข้อมูลลูกค้าของธนาคารหรือสถาบันการเงิน) ในปัจจุบันไวรัสและแอนตี้ไวรัสมีการพัฒนาแทบจะเรียกว่าวันต่อวัน จนเราต้องมั่นอัพเดตโปรแกรมสแกนไวรัสให้ใหม่อยู่เสมอ
ไวรัสคอมพิวเตอร์
อันตรายของไวรัสคอมพิวเตอร์
ขีดความสามารถของไวรัสนั้นสามารถพัฒนาได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าไวรัสตัวนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายใด ไวรัสบางตัวอาจทำแค่รบกวนไม่ให้เราสามารถทำงานตามปกติได้ เช่น ล็อคเมาส์หรือหน้าจอ ทำให้เครื่องช้าลง หรือซ่อนไฟล์งาน เป็นต้น บางตัวก็ใช้สำหรับทำลายข้อมูล หรือแม้กระทั่งการเปิดประตูลับ (Back door) ของเครื่องเป้าหมายอย่างม้าโทรจันเพื่อให้สามารถควบคุมการทำงาน ไปจนถึงล้วงเอาข้อมูลออกมา ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ไวรัสคอมพิวเตอร์
ช่องทางการแพร่กระจายไวรัสคอมพิวเตอร์
การแพร่กระจายไวรัสคอมพิวเตอร์ในยุคแรก มักจะแพร่กระจายไปกับสื่อบันทึกข้อมูลเป็นหลัก เพราะในสมัยนั้นการใช้งานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่ในปัจจุบันก็ยังมีไวรัสที่ใช้วิธีการนี้อยู่ เช่น ไวรัสซ่อนไฟล์ ไวรัสช็อตคัต เป็นต้น พอถึงยุคอินเทอร์เน็ต การแพร่กระจายเริ่มปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบของ E-mail, การดาวน์โหลดไฟล์, เว็บไซต์ โดยใช้ความอยากรู้อยากเห็นของคนมาเป็นตัวล่อให้เปิดไวรัส ทันทีที่เราเผลอคลิกเข้าไปโดยที่เครื่องไม่มีโปรแกรมสแกนไวรัส ก็จะทำให้ไวรัสแพร่กระจายเข้าสู่เครื่องเราทันที
ไวรัสคอมพิวเตอร์
จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องเราติดไวรัสเข้าแล้ว
อาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสนั้นสังเกตได้ไม่ยาก ถ้าหากเรารู้สึกว่าเครื่องเริ่มทำงานช้า ๆ อืด ๆ ผิดปกติ อยู่ ๆ เครื่องก็หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ ข้อมูลที่เคยมีหายไปทั้งๆที่ไม่ได้ลบ ส่งเสียงหรือมีข่าวแปลกๆแจ้งเตือน ไฟล์งานที่มีถูกเปลี่ยนเป็นขยะ หากพบอาการเหล่านี้ให้ตั้งสติทบทวนก่อนว่าก่อนหน้านี้เราได้ทำอะไรกับเครื่องไปบ้างหรือไม่ เพราะพฤติกรรมบางอย่างก็สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกับติดไวรัสได้เหมือนกัน
ไวรัสคอมพิวเตอร์
วิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์และพฤติกรรมเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง
ในปัจจุบันอัตราการติดไวรัสเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่าหลักการแพร่กระจายของไวรัสนั้น ใช้ความอยากรู้อยากเห็นของคนเป็นหลัก ยิ่งในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ง่ายขึ้น ยิ่งทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้ง่าย เช่น ไวรัสที่มากับ E-mail ไวรัสที่โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค หรือส่งข้อความใน inbox ซึ่งหากเราเห็นแล้วเฉยๆ เจ้าไวรัสก็จะทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นวิธีป้องกันเบื้องต้นก็คือ ติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัส ไม่เข้าเว็บไซต์แบบมั่วๆไปตามลิงค์ที่ส่งมาให้ งดพฤติกรรมอยากรู้อยากเห็นลงเสียบ้าง และเลือกดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเท่านั้น นอกจากนี้ต้องมั่นอัพเดตโปรแกรมสแกนไวรัสให้ใหม่อยู่เสมอ เพียงแค่นี้ก็ห่างไกลจากภัยของไวรัสคอมพิวเตอร์แล้วล่ะ
ไวรัสคอมพิวเตอร์
จะเห็นได้ว่าไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นสามารถป้องกันได้โดยเริ่มต้นจากพฤติกรรมการใช้งานของเรา เพราะโปรแกรมสแกนไวรัสก็เปรียบเสมือนวัคซีนป้องกันโรค หากเรายังทำตัวเสี่ยงอยู่แล้วเจอไวรัสคอมพิวเตอร์สายพันธุ์ใหม่มา วัคซีนที่มีอาจจะต้านไม่ไหวสุดท้ายเราจะเป็นฝ่ายต้องเจ็บตัวเสียเอง การป้องกันคอมพิวเตอร์แสนรักของเราให้ปลอดภัยนั้นจำเป็นต้องมีโปรแกรมสแกนไวรัสที่ดีทันสมัย และพฤติกรรมการใช้งานที่ดีด้วยเช่นกันค่ะ

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

6 วิธีแก้อาการเมารถง่าย แบบได้ผลจริง เวียนหัว คลื่นไส้ขณะเดินทางป้องกันอย่างไรดี

6 วิธีแก้อาการเมารถง่าย แบบได้ผลจริง เวียนหัว คลื่นไส้ขณะเดินทางป้องกันอย่างไรดี


ผมเชื่อว่าถ้าถามคำถามประเภท “ใครเคยเมารถบ้างยกมือขึ้น” ก็คงมีไม่น้อยที่ยกมือกันพรึบพรับ เพราะอาการเมารถนั้นมักจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ และเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วมักจะสร้างความวิงเวียน ปวดหัว และกระอักกระอ่วน คลื่นไส้ให้กับผู้ที่มีอาการอยู่เป็นระลอก และที่ร้ายที่สุดก็จะทำให้ผู้มีอาการชนิดนี้อาเจียนออกมา ซึ่งทรมานไม่ใช่เล่นแถมยังเลอะเทอะอีกต่างหาก ดังนั้นวันนี้เราจึงอยากจะนำเสนอวิธีการแก้อาการเมารถมาฝากกันครับ
6 วิธีแก้อาการเมารถง่าย แบบได้ผลจริง เวียนหัว คลื่นไส้ขณะเดินทางป้องกันอย่างไรดี
1. พยายามนั่งรถบริเวณส่วนหน้าของรถ ประสาทส่วนต่างๆ ของเราจะได้รับรู้ถึงจังหวะการเคลื่อนตัว รวมถึงอาการโคลงเคลงของรถได้ จากการทดลองพบว่าวิธีนี้ช่วยให้ผู้ชอบเมารถ มีอาการลดลงได้อย่างมาก ทั้งนี้ก็เพราะประสาทของเรารับรู้ความเคลื่อนไหวของรถ และปรับตัวตามนั่นเอง
2. ห้ามอ่านหนังสือ หรือเล่นโทรศัพท์ในขณะที่กำลังนั่งรถ ทั้งนี้ก็เพราะจะทำให้ประสาท หรือสมาธิของเราจดจ่ออยู่ที่ตรงข้างหน้าเท่านั้น และอาการที่ตามมาก็คือร่างกายปรับสมดุลตามการเคลื่อนไหวของรถไม่ได้ อาการเมาจึงมักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีพฤติกรรมอ่านหนังสือ/เล่นโทรศัพท์บนรถ ดังนั้นในขณะนั่งรถ เราจึงไม่ควรจ้องหรือเพ่งอะไรอยู่ที่จุดเดียว และพยายามมองวิวทิวทัศน์ภายนอกบ่อยๆก็จะช่วยลดอาการลงได้
3. จิบหรือดื่มน้ำอัดลมในปริมาณพอเหมาะ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่รู้สึกมวนท้องมากๆ เพราะน้ำอัดลมจะไปช่วยขับดันกรดในกระเพาะออกมา สามารถลดอาการมวนท้องลงได้พอสมควร และนอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการมวนท้องควรสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในระหว่างที่เกิดอาการ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้ความรู้สึกวิงเวียนนั้นลดลงได้ครับ
4. ยาหม่อง ยาดม ยาอม ยาหอม ช่วยท่านได้ เมื่อเริ่มมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ลองหยิบขึ้นมาสูดดมจะช่วยบรรเทาอาการได้ดีทีเดียว
5. กินยาแก้เมารถ เช่น ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ปัจจุบันยาประเภทนี้มักมีขายตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป เหมาะสำหรับคนที่เริ่มมีอาการเมารถเกิดขึ้น ยาตัวนี้จะช่วยปรับความสมดุลของระบบประสาท ช่วยให้ร่างกายปรับตัวตามการเคลื่อนไหว หรือโคลงเคลงของรถ และขณะที่ยาตัวนี้กำลังออกฤทธิ์ จะทำให้ผู้ที่รับประทานเกิดอาการง่วงซึม แนะนำว่าให้หลับไปเลยก็ได้ครับ เพราะการนอนหลับระหว่างการเดินทางก็เป็นการแก้อาการเมารถชนิดหนึ่งเช่นกัน
6. รับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่นมะม่วง มะดัน หรือมะขาม ซึ่งรสเปรี้ยวจากผลไม้จะชนิดนี้จะสามารถช่วยลดอาการเมาหรือวิงเวียนลงได้พอสมควร แต่แนะนำว่าอย่ากินเยอะ เพราะจะเกิดกรดในกระเพาะ และทำให้ท้องเสียได้ ทีนี้แย่ยิ่งกว่าเมารถอีกนะครับ
นอกจากนี้ สำหรับคนที่ลองทำทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล แนะนำให้ลงจากรถ แล้วหาที่ตั้งสติปรับสมดุลของร่างกายสักครู่แล้วค่อยออกเดินทางต่อ การที่ร่างกายได้พักและปรับตัวจะทำให้อาการเมารถลดลงได้เช่นกันครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2558

ประวัติและความเป็นมาของวันสงกรานต์

หลายๆท่านคงอยากรู้ประวัติความเป็นมาของวันสงกรานต์ใช่ไหมค่ะ? วันนี้เราก็ไม่พลาดเอาความรู้มาฝากทุกท่านค่ะ..

ประวัติและความเป็นมาของวันสงกรานต์


ประเพณีวันสงกรานต์ ประวัติความเป็นมาวันสงกรานต์
วันสงกรานต์ 2555 ประเพณีวันสงกรานต์
สงกรานต์ซึ่ง เป็นประเพณีของประเทศไทย สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึง การผ่าน หรือ การเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี...
   โดยการ นับ ระยะเวลาที่เส้นทางของ ดวงอาทิตย์โคจรผ่านกลุ่มดาวฤกษ์จักราศีทั้ง 12 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มดาวราศี เมษ พฤษภ เมถุน กรกฎ สิงห์ กันย์ ตุลย์ พิจิก ธนู มังกร กุมภ์ และ มีน การโคจร ผ่านกลุ่มดาวแต่ละกลุ่ม จะใช้ระยะเวลา ประมาณ 30 วัน เมื่อ ดวงอาทิตย์โคจรผ่าน กลุ่มดาว เหล่านี้ครบทั้ง 12 กลุ่ม ก็จะได้ระยะเวลา 1 ปี พอดี เป็นวิธีการนับเดือนที่ใช้กันใน ประเทศ อินเดีย และกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจาก อินเดียเช่น ไทย พม่า เขมร ลาว เป็นต้น วันที่ 13 เมษายน เป็นวัน"มหาสงกรานต์" หรือ วันเริ่มต้นปีใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นจากช่วงเวลาที่ดวง อาทิตย์โคจรผ่านจากราศีมีนเข้าสู่ ราศีเมษนั้น โลกโคจรเป็นมุมฉากกับดวงอาทิตย์ จึงมีกลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันพอดี วันสงกรานต์เป็นวันทำบุญใหญ่ประจำปี มี 3 วันคือ วันมหาสงกรานต์หรือวันส่งท้ายปีเก่า (วันที่ 13 เมษายน) วันกลางหรือวันเนา (วันที่ 14 เมษายน) วันขึ้นปีใหม่ หรือวันเถลิงศก (วันที่ 15 เมษายน)
 
    หรือ การเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของประเทศไทยและบางประเทศในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ และชาวต่างประเทศจะเรียกว่าเทศกาลนี้ว่า "สงครามน้ำ” สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมาย ถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดของแต่ละปี ซึ่งจะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ ชื่อของนางสงกรานต์มี ดังนี้ วันอาทิตย์ ชื่อนางทุงษะเทวี วันจันทร์ชื่อนางโคราคะเทวี วันอังคารชื่อนางรากษสเทวี วันพุธชื่อนางมณฑาเทวี วันพฤหัสชื่อนางกิริณีเทวี วันศุกร์ชื่อนางกิมิทาเทวี วันเสาร์ชื่อนางมโหธรเทวี
ตำนานนางสงกรานต์
    บุตรของเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ ธรรมบาลกุมาร เป็นผู้ที่รู้ภาษานก เรียนไตรเพทจบ เมื่ออายุเจ็ดขวบ เป็นอาจารย์บอก มงคลต่าง ๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง ซึ่งในขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหมองค์หนึ่งว่า เป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมทราบ จึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อ สัญญาไว้ว่า ถ้าแก้ปัญหาได้จะตัดศีรษะบูชา ถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ปัญหานั้นว่า

    ธรรมบาล ขอผลัด ๗ วัน ครั้นล่วงไปได้ ๖ วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้ จึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลสองต้น มีนกอินทรี ๒ ตัวผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น ครั้ง เวลาค่ำนางนกอินทรีจึงถามสามีว่า พรุ่งนี้จะได้อาหารแห่งใด สามีบอกว่า จะได้กินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย เพราะทายปัญหาไม่ออก นางนกถามว่า ปัญหานั้นอย่างไรสามีจึงบอกว่า ปัญหาว่าเช้าราศีอยู่แห่งใด เที่ยงราศีอยู่แห่งใด ค่ำราศีอยู่แห่งใด นางนกถามว่า จะแก้อย่างไร สามีบอกว่า เช้าราศีอยู่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีอยู่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก เวลาค่ำราศีอยู่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้าครั้งรุ่งขึ้นท้าวกบิลพรหมมาถามปัญหา ธรรมบาลกุมารก็แก้ตามที่ได้ยินมา
 
    ท้าวกบิลพรหมจึงตรัส เรียกเทพธิดาทั้ง ๗ อันเป็นบริจาริกาพระอินทร์มาพร้อมกัน บอกว่า เราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาล ศีรษะของเราถ้าจะตั้งไว้บนแผ่นดินไฟก็จะไหม้ทั่วโลก ถ้าจะทิ้งขึ้นบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งไว้ในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง ธิดาทั้งเจ็ดเอาพานมารับศีรษะ แล้วก็ตัดศีรษะส่งให้ธิดาผู้ใหญ่ นางจึงเอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้ แล้วแห่ทำประทักษิณ รอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที จากนั้นเชิญไปประดิษฐานไว้ในมณฆปถ้ำคันธุลีเขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่าง ๆ พระเวสสุกรรมกันฤมิตรแก้วเจ็ดประการชื่อ ภควดี ให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงนำเอาเถาฉมุลาด ลงมาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้ง แล้วแจกกันสังเวยทุก ๆ พระองค์ ครั้งถึงครบกำหนด ๓๖๕ วัน โลกสมมติว่า ปีหนึ่งเป็นสงกรานต์นางเทพธิดาเจ็ดองค์ ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหม ออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวโลก ซึ่งลูกสาวทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหมนั้น เราสมมติเรียกว่า นางสงกรานต์ มีชื่อต่าง ๆ ดังนี้ วันอาทิตย์ ชื่อนางทุงษะเทวี วันจันทร์ชื่อนางโคราคะเทวี วันอังคารชื่อนางรากษสเทวี วันพุธชื่อนางมณฑาเทวี วันพฤหัสชื่อนางกิริณีเทวี วันศุกร์ชื่อนางกิมิทาเทวี วันเสาร์ชื่อนางมโหธรเทวี
ความหมายวันมหาสงกรานต์ของแต่ละวัน
ถ้าปีใดวันมหาสงกรานต์เป็นวันอาทิตย์ ปีนั้นไร่นาเรือกสวน เผือกมัน มิสู้แพงแล วันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย

วันอังคารและวันเสาร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ จะเกิดอันตรายกลางเมือง จะเกิดเพลิงและโจรผู้ร้าย และจะเจ็บ ไข้นักแล วันพุธ เป็นวันมหาสงกรานต์ ว่าท้าวพระยาจะได้เครื่องบรรณาการมาแต่ต่างเมือง แต่จะแพ้ลูกอ่อนนักแล

วันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้ข้าไท พระสงฆ์ราชาคณะจะได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจกันแล

วันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ ข้าวน้ำ ลูกหมากรากไม้ทั้งหลายจะอุดม แต่จะแพ้เด็ก ฝนและพายุชุม จะเจ็บตากันมากนักแล 
ความสำคัญของวันสงกรานต์
     พิธี สงกรานต์ ถือเป็นประเพณีการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติ มาแต่โบราณช่วงวัน สงกรานต์จึงเป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพัน ที่มีต่อกันทั้งครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อส่วนนั้นไปและ ในความเชื่อดั้งเดิมที่ใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น และขอพรจาก บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย รวมทั้งแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ การสร้างความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ได้แก่ การร่วมกันทำบุญให้ทาน การก่อพระเจดีย์ทรายและเป็น การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การเล่นสาดน้ำเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงร่วมกัน นอกจากนี้ ยังสร้างความรู้สึกผูก พันกลมเกลียวต่อบุคคลในสังคมเดียวกัน และสร้างความรู้สึกหวงแหนในสาธารณสมบัติของสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยการช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน วัดวาอาราม ตลอดจนอาคารสถานที่สถานที่ต่างๆ
 
   เวลา ได้เปลี่ยนไป ผู้คนได้มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ๆ และจะถือเอาวันสงกรานต์เป็นวัน "กลับบ้าน” ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายขอเทศกาล นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยัง ถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ปัจจุบันนี้เทศกาลสงกรานต์มีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาด เคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น ‘Water Festival’ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นเท่านั้น
 
   ปฏิทินไทยในขณะนี้กำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ อย่างไรก็ตาม ประกาศสงกรานต์อย่าง เป็นทางการจะคำนวณตามหลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ ซึ่งแต่โบราณมา กำหนดให้วันแรกของเทศกาล เป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า "วันมหาสงกรานต์” วันถัดมาเรียกว่า "วันเนา” และวันสุดท้าย เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชและเริ่มใช้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า "วันเถลิงศก” จากหลักการข้างต้นนี้ ทำให้ปัจจุบันเทศกาลสงกรานต์มักตรงกับวันที่ 14-16 เมษายน (ยกเว้นบางปี เช่น พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่สงกรานต์กลับมาตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน) ซึ่งบางปีก็อาจจะตรงกับวันใดวันหนึ่ง
กิจกรรมในวันมหาสงกรานต์

ทำบุญตักบาตร
วันมหาสงกรานต์ ประชาชนจะลุกขึ้นมาตอนเช้าเพื่อที่จะจัดเตรียมอาหาร ไปตักบาตรถวายพระ พอจัดเตรียมอาหารเสร็จก็จะ บรรจงลงภาชนะมีถ้วยโถโอชามที่สวยงาม แล้วเอาวางเรียงลงในถาด เพื่อนำไปทำบุญตักบาตรและเลี้ยงพระประจำหมู่บ้านของตน เรื่องการแต่งตัว จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดสวยงามมิดชิดเหมาะแก่การไปวัดของชาวบ้าน 
 
ก่อพระเจดีย์ทราย
ในสมัยก่อนทีเรื่องเล่าขานกันว่าทุกคนเมื่อเข้าวัดมาแล้วเวลาเดินออกจากวัด จะมีเม็ดทรายติดเท้าออกไปด้วยเพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการเติมเต็มจึงมีการขน ทรายเข้าวัดหรือการก่อพระเจดีย์ทรายนั้นเองแต่ถึงอย่างไรแล้วการก่อพระ เจดีย์ทรายก็เป็นเพียงกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมกันทำเพราะ ตอนเย็นๆชาวบ้านก็จะพากันไปที่ท่าน้ำแล้วขนทรายกันมาคนละถังเพื่อนำทรายมา ก่อเป็นพระเจดีย์นั่นถือว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่จะให้ชาวบ้านมีความ สามัคคีกรมเกลียวเพราะเมื่อขนทรายเข้าวัดแล้วทรายก็จะล้นวัดพระสงฆ์ก็จะนำ ทรายที่ชาวบ้านขนมานำไปคืนสู่แม่น้ำดังเดิมเพราะไม่รู้จะเก็บไว้ทำอะไรเพราะ ฉะนั้นแล้วเวลาขนทรายเข้าวัดควรจะขนเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นพอเพราะจะสร้าง ความลำบากให้พระเณรในภายหลัง
 
 ปล่อยนกปล่อยปลา 

     การปล่อยนกปล่อยปลาในวันมหาสงกรานต์ถือว่าทำกันอาจจะเป็นประเพณีเลยทีเดียว เพราะนั่นถือว่าเมื่อเข้าวัดมาแล้วก็ต้องทำบุญโดยการปล่อยนกปล่อยปลาถ้าถือ ตามความเชื่อแล้วอานิสงส์ใน การปล่อยนกปล่อยปลาถือว่ามีมากเลยทีเดียวแล้วแต่ใครจะอธิฐานแบบไหนเพราะการ ให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์ที่ถูกจับมาทรมานถือว่าได้บุญมากเลยทีเดียวเพราะฉะนั้น ไม่แปลกเลยถ้าถึงวันสงกรานต์จะเห็นประชาชนปล่อยนกปล่อยปลา
 
สรงน้ำ รดน้ำ และสาดน้ำ
การสรงน้ำพระพุทธรูป มีดอกไม้ ธูปเทียน ไปบูชา แล้วเอาน้ำอบไปประพรมที่องค์พระ ทำเป็นสังเขปพอเป็นพิธีว่าได้แสดงความเคารพบูชาและสรงน้ำท่านในวันขึ้นปี ใหม่แล้ว เมื่ออัญเชิญพระพุทธรูปมา ก็มีการแห่แหนกันอย่างสนุกสนาน สรงน้ำพระพุทธรูปแล้วก็มีการสรงน้ำพระสงฆ์ โดยมากมักเป็นสมภารเจ้าวัดเป็นการสรงน้ำจริงๆ สรงเสร็จครองไตรจีวรใหม่ที่อุบาสกอุบาสิกานำมาถวาย ท่านก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์อำนวยพรปีใหม่ให้แก่ผู้ที่ไปสรงน้ำ นอกจากนี้ยังมีการ รดน้ำญาติผู้ใหญ่ หรือผู้ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ เพื่อขอศีลขอพรตามประเพณี 

ขอบพระคุณแหล่งที่มา:http://region7.prd.go.th/ewt_news.php?nid=11533&filename=index2012

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

20 อันดับ คนรวยที่สุดในโลก ประจำปี 2015

20 อันดับ คนรวยที่สุดในโลก ประจำปี 2015

นิตยสารฟอร์บส์ได้จัดทำอันดับคนที่รวยที่สุดในโลกเป็นประจำทุกปี สำหรับปี 2015 นี้เพิ่งมีการประกาศกันสดๆร้อนๆ และจากการสำรวจบุคคลที่รวยที่สุดในโลก 2015 จำนวน 20 อันดับแรกจะมีใครบ้าง มาดูกันค่ะ...
20 อันดับบุคคลที่รวยที่สุดในโลกประจำปี 2015 มีดังนี้
อันดับที่ 1 : บิล เกตส์ (Bill Gates) เจ้าของไมโครซอฟท์ บริษัทซอฟแวร์ยักษ์ใหญ่ของโลกวัย 59 ปี แชมป์เก่าชาวสหรัฐอเมริกา เจ้าของตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดในโลก 16 ปี จากการจัดอันดับ 21 ปีหลังสุด มีทรัพย์สินทั้งหมด 79,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2014 จำนวน 3,200 ล้านดอลลาร์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Bill Gates
อันดับที่ 2 : คาร์ลอส สลิม (Carlos Slim) รองแชมป์เก่าเมื่อปี 2014 โดยที่เจ้าของบริษัทเหมืองแร่และโทรคมนาคมรายใหญ่ของเม็กซิโกรายนี้ถือครองทรัพย์สินมูลค่าทั้งสิ้น 77,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5,100 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คาลอส สลิม
อันดับที่ 3 : วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett) มหาเศรษฐีนักลงทุนชาวชาวสหรัฐอเมริกา เจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนของโลก ด้วยวัย 84 ปี วอร์เรน บัฟเฟต ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 72,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 14,500 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วอร์เรน บัฟเฟต
อันดับที่ 4 : อมาซิโอ ออเตกา (Amancio Ortega) เจ้าของธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ Inditex ในสเปน และเจ้าของสินค้าแบรนด์ Zara วัย 79 ปี ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 64,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 500 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
                                     
อันดับที่ 5 : แลร์รี เอลลิสัน (Larry Ellison) วัย 70 ปีชาวสหรัฐอเมริกา เจ้าของบริษัท Oracle Inc. ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟท์แวร์และระบบฐานข้อมูลของโลก  ถือครองทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 54,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2014 จำนวน 6,300 ล้านดอลลาร์
                                     
อันดับที่ 6 : ชาร์ลส์ คอช (Charles Koch) วัย 79 ปี ชาวอเมริกัน เจ้าของบริษัท Koch Industries ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเลคโทรนิกส์และเส้นใยเซลลูโลสรายใหญ่ ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 42,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2,900 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
                                     
อันดับที่ 7 : เดวิด คอช(David Koch) น้องชายวัย 75 ปีของชาร์ลส์ คอช เจ้าของ Koch Industries ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 42,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2,900 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014 เท่ากับพี่ชาย
                                               
อันดับที่ 8 : คริสตี วอลตัน (Christy Walton) เจ้าของร้านค้าปลีกวอลมาร์ท (WalMart) ที่มีเครือข่ายสาขามากที่สุดในโลก วัย 60 ปี ชาวสหรัฐอเมริกา ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 41,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014 โดยที่คริสตี วอลตัน ถือว่าเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในโลกด้วย
                                               
อันดับที่ 9 : จิม วอลตัน (Jim Walton) ลูกชายคนเล็กของแซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งห้างวอลมาร์ท และเป็นเจ้าของร่วมของวอลมาร์ทด้วย ด้วยวัย 67 ปี จิม วอลตัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 40,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5,900 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
                                       
อันดับที่ 10 : ลิไลเอน เบตเทนคอร์ท (Liliane Bettencourt) เจ้าของบริษัทผลิตภัณฑ์เสริมความงามยี่ห้อ ลอริออล (L’Oreal) วัย 92 ปี ชาวฝรั่งเศส ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 40,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5,900 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
                                       
อันดับที่ 11 : อลิซ วอลตัน (Alice Walton) เจ้าของร่วมอีกคนหนึ่งของวอลมาร์ท ร้านค้าปลีกที่มีเครือข่ายสาขามากที่สุดในโลก วัย 65 ปี ชาวสหรัฐอเมริกา ถือครองทรัพย์สินทั้งสิ้นมูลค่า 39,400 เพิ่มขึ้น 4,100 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
                                                 
อันดับที่ 12 : รอบสัน วอลตัน (Robson Walton) เจ้าของร่วมของวอลมาร์ทอีกคน วัย 71 ปี ชาวอเมริกัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 38,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
                                     
อันดับที่ 13 : เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ (Bernard Arnault) เจ้าของสินค้าแบรนด์ดัง Louis Vuitton ชาวฝรั่งเศส วัย 66 ปี ถือครองทรัพย์สินมูลค่ารวม 37,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1,800 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
                                     
อันดับที่ 14 : ไมเคิล บูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) เจ้าของบริษัทสื่อและสิ่งพิมพ์ในเครือบูมเบิร์ก วัย 73 ปี ชาวอเมริกัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่าทั้งสิ้น 35,400 ล้านดอลลาร์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2014 ทั้งสิ้น 2,000 ล้านดอลลาร์
                                                 
อันดับที่ 15 :  เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) เจ้าของและผู้ก่อตั้ง Amazon.com เว็บไซต์ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของโลก วัย 51 ปี ชาวสหรัฐ ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 35,100 ล้านดอลลาร์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2014 ถึง 6,600 ล้านดอลลาร์
                                       
อันดับที่ 16 : มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้ง Facebook สื่อสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของโลก วัย 30 ปี ชาวอเมริกัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่าทั้งสิ้น 35,100 ล้านดอลลาร์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2014 ทั้งสิ้น 7,200 ล้านดอลลาร์
                                       
อันดับที่ 17 : ลี กา-ชิง (Li Ka-shing) เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วัย 86 ปี ชาวฮ่องกง ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 33,700 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากปี 2014 ทั้งสิ้น 1,400 ล้านดอลลาร์
                                       
อันดับที่ 18 : เชลดอม เอเดลสัน (Sheldon Adelson) เจ้าของธุรกิจคาสิโนยักษ์ใหญ่ Las Vegas Sands ชาวสหรัฐวัย 81 ปี ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 31,800 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากปี 2014 ทั้งสิ้น 5,100 ล้านดอลลาร์
                                       
อันดับที่ 19 : แลร์รี่ เพจ (Larry Page) เจ้าของร่วมและผู้ก่อตั้ง Google.com เว็บไซต์บริการสืบค้นข้อมูลอันดับ 1 ของโลก วัย 42 ปี ชาวอเมริกัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่ารวม 30,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 800 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
                                     
อันดับที่ 20 : เซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) เจ้าของร่วมและผู้ก่อตั้ง Google.com เว็บไซต์บริการสืบค้นยอดนิยม วัย 42 ปี ชาวอเมริกัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 30,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 500 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปี 2014
                                       
ส่วนคนไทยนั้น Forbes รายงานว่าบุคคลที่รวยที่สุดในประเทศไทยคือ คือ เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ เจ้าของเครือซี.พี. ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 13,600 ล้านดอลลาร์  อยู่อันดับที่ 81 ของโลก ตามติดมาด้วยเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของเบีย์ช้างและธุรกิจอื่นอีกหลายร้อยชนิด ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 13,200 ล้านดอลลาร์ อยู่อันดับที่ 87 ของโลก ส่วนอันดับที่ 3 คือกฤตย์ รัตนรักษ์ มีทรัพย์สินรวม 3,800 ล้านดอลลาร์ อยู่อันดับที่ 452 ของโลก